ก็อปมาจาก http://www.wuttanan.com/few/?p=71

-----------------------------------------------------------------------

ถอดความโดย ดร. ไสว บุญมา

คงเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า บิลล์ เกตส์ ผู้ครองตำแหน่งอภิมหาเศรษฐีหมายเลขหนึ่งของโลกในช่วงเวลา 13 ปีที่ผ่านมา ออกจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดก่อนเรียบจบหลักสูตรปริญญาตรี ปัจจัยที่ทำให้เขาออกกลางคันได้แก่ความต้องการที่จะทุ่มเทเวลา ให้กับการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ผลของความทุ่มนั้นเป็นที่รู้กันอย่างทั่วถึงแล้ว ตอนนี้ บิลล์ เกตส์ อายุยังไม่ครบ 52 ปี แต่ได้ประกาศว่าเขาจะเกษียณจากบริษัทไมโครซอฟท์ในราวอีก 1 ปี หลังจากนั้นเขาจะทุ่มเทเวลาให้กับการแก้ปัญหาของโลกผ่านมูลนิธิซึ่งขณะนี้มี เงินทุนที่ได้รับจากเขาราว 30,000 ล้านดอลลาร์และกำลังจะได้รับจาก วอร์เรน บัฟเฟตต์ อภิมหาเศรษฐีหมายเลขสองของโลกอีก 37,000 ล้านดอลลาร์
เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดได้ประสาทปริญญากิตติมศักดิ์ให้ บิลล์ เกตส์ และได้เชิญให้เขากล่าวคำปราศรัยในพิธีประสาทปริญญาของผู้จบการศึกษาในปีนี้ด ้วย ผมเห็นว่าคำปราศรัยของเขามีแง่คิดที่น่าใส่ใจยิ่ง จึงนำมาถอดความสำหรับผู้ที่อาจไม่มีโอกาสฟังหรืออ่านคำปราศรัยนั้น เนื่องจากคำปราศรัยอ้างถึงภูมิหลังบางอย่างซึ่งผู้อ่านอาจไม่คุ้นเคย เพื่อความกระจ่างและเพื่อให้เห็นมุกขบขันของเขา ผมได้เพิ่มคำอธิบายสั้น ๆ ไว้ในวงเล็บ […] คำปราศรัยนั้นอาจถอดได้ดังนี้ :
——————————————————————–

(สำหรับภาษาอังกฤษ หาอ่านได้ที่นี่ครับ http://www.networkworld.com/news/2007/060807-gates-commencement.html )

ท่านอธิการบดีบอค, ท่านอดีตอธิการบดีรูเดนสไตน์, ท่านอธิการบดีที่จะเข้ามารับตำแหน่งต่อไปเฟาสต์, สมาชิกของบรรษัทฮาร์วาร์ดและคณะกรรมการดูแลมหาวิทยาลัย, คณาจารย์, พ่อแม่, และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง, บัณฑิต:

ผมคอยมา 30 ปีที่จะพูดว่า “คุณพ่อครับ, ผมบอกคุณพ่อเสมอมาใช่ไหมว่าวันหนึ่งผมจะกลับมาเอาปริญญาให้ได้” [ผู้ฟังหัวเราะกันอย่างทั่วถึง]

ผมขอขอบคุณมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดที่ป ระสาทปริญญาให้ผมทันเวลาพอดิบพอดี. ผมจะเปลี่ยนงานปีหน้า … และมันน่าจะดีเมื่อในที่สุดผมจะมีปริญญาพ่วงท้ายในใบประกาศคุณสมบัติของผมเส ียที. [เสียงหัวเราะจากผู้ฟัง]

ผมขอปรบมือให้ผู้จบการศึกษาวันนี้ที่ เดินไปสู่จุดมุ่งหมายด้วยทางสายตรง. สำหรับผม, ผมมีความสุขที่หนังสือพิมพ์คลิมสัน [หนังสือพิมพ์รายวันของนักศึกษาฮาร์วาร์ด] ให้สมญาผมว่า “ผู้ประสบความสำเร็จสูงสุดในหมู่ผู้เรียนไม่จบของฮาร์วาร์ด” ผมเดาเอาว่านั่นหมายถึงผมคือผู้ทำคะแนนได้สูงสุดในรุ่นพิเศษของผม … ผมทำได้ดีที่สุดในหมู่ผู้สอบตกด้วยกัน. [เสียงหัวเราะจากผู้ฟัง]

แต่ผมต้องการได้รับการยอมรับว่าผมเป็นผู้ที่ทำให้สตีฟ บอลล์เมอร์ [เพื่อนซี้ของ บิลล์ เกตส์ ซึ่งขณะนี้เป็นประธานผู้บริหารของบริษัทไมโครซอฟท์] เลิกเรียนวิชาบริหารธุรกิจ. ผมมักชักนำคนไปในทางเสีย. นั่นคือเหตุผลที่ผมได้รับเชิญมาพูดในวันรับปริญญาของคุณ. ถ้าผมมาพูดในวันปฐมนิเทศของคุณ, คุณบางคนอาจยังเรียนไม่จบในวันนี้ก็ได้. [เสียงหัวเราะจากผู้ฟัง]

ฮาร์วาร์ดเป็นประสบการณ์อันแสนพิเศษสำหรับผ ม. ชีวิตการเรียนประทับใจยิ่ง. ผมได้เข้าไปนั่งฟังวิชาต่าง ๆ มากมายซึ่งผมไม่ได้แม้กระทั่งลงทะเบียนเรียน. และชีวิตในหอพักก็สุดยอด. ผมพักที่แรดคลิฟฟ์ [วิทยาลัยหญิงซึ่งต่อมายุบรวมกับฮาร์วาร์ด], ในหอพักชื่อเคอร์รี่เออร์.
มีคนจำนวนมากเข้ามาอยู่ในห้องของผมตอนดึก ๆ เพื่อคุยกันถึงเรื่องต่าง ๆ เสมอ, เนื่องจากทุกคนรู้ว่าผมไม่ค่อยวิตกเรื่องการจะต้องลุกจากที่นอนหรือไม่ในวัน รุ่งขึ้น. นั่นคือที่มาของการเป็นผู้นำของกลุ่มต่อต้านสังคมของผม. เราเกาะกลุ่มกันเพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่าเราไม่เอาด้วยกับพวกสังคมจัดทั้งห ลาย.

แรดคลิฟฟ์เป็นที่อยู่อันยอดเยี่ยม. มีสาว ๆ ยั้วเยี้ยไปหมด, และหนุ่ม ๆ ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกวิทย์-คณิต. ปัจจัยทั้งสองรวมกันเอื้อให้ผมมีโอกาสสูงยิ่ง, คุณคงพอจะรู้ว่าผมหมายถึงอะไรใช่ไหม [เสียงหัวเราะ]. ณ จุดนี้เองที่ผมเรียนรู้เรื่องชวนหดหู่ใจว่า การเพิ่มโอกาสไม่นำไปสู่ความสำเร็จเสมอไป. [เสียงหัวเราะ]

ความทรงจำ อันสำคัญยิ่งอย่างหนึ่งเกี่ยวกับฮาร์วาร์ดของผมเกิดขึ้นในเดือนมกร าคม 1975, เมื่อผมโทรศัพท์จากหอพักเคอร์รี่เออร์ไปหาบริษัทหนึ่งที่เมืองอัลบูเคอร์คี [ในรัฐนิวเม็กซิโก] ซึ่งได้เริ่มทำคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเครื่องแรกในโลก. ผมเสนอขายซอฟท์แวร์ให้เขา.

ผมกังวลว่าเขาจะรู้ว่าผมเป็นเพียงนักศึกษ าในหอพักและจะไม่พูดด้วย. แต่เขากลับพูดว่า “เรายังไม่เสร็จเรียบร้อยนัก, เดือนหน้าค่อยมาหาเราก็แล้วกัน” ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี, เพราะเรายังไม่ได้เขียนซอฟท์แวร์ชิ้นนั้นเลย. นับแต่เสี้ยววินาทีนั้นเอง, ผมทำโครงการเพื่อเอาคะแนนพิเศษเล็ก ๆ ชิ้นนั้นแบบหามรุ่งหามค่ำ ซึ่งเป็นจุดพลิกผันที่นำไปสู่การยุติการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยของผม ทั้งยังเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางอันพิเศษสุดกับบริษัทไมโครซอฟท์.

สิ่งที่ผมจำได้เหนืออื่นใดเกี่ยวกับฮาร์วาร์ดได้แก่การอยู่ท่ามกลางพลังงานแ ละปัญญา. มันอาจทำให้รู้สึกมีชีวิตชีวา, น่าขวัญเสีย, บางทีถึงกับน่าท้อถอย, แต่ก็มีความท้าทายเสมอ. มันเป็นอภิสิทธิ์อันน่าทึ่ง – และแม้ว่าผมจะออกไปก่อนเรียนจบ, ผมได้ถูกปฏิรูปขนานใหญ่จากเวลาที่ผมอยู่ในฮาร์วาร์ด, จากมิตรภาพที่ผมได้สร้างขึ้น, และจากแนวคิดที่ผมได้พัฒนา.

แต่เมื่อมองย้อนกลับไปจริง ๆ … ผมมีความสลดใจอยู่อย่างหนึ่ง.

ผมออกจากฮาร์วาร์ดไปโดยไม่มีความตระหนักอย่างแท้จริงเลย ถึงความไม่เสมอภาคอันแสนโหดร้ายในโลก ความเหลื่อมล้ำอันน่าขนหัวลุกในด้านสุขภาพ, และด้านทรัพย์สิน, และด้านโอกาสซึ่งสาปแช่งคนเรือนล้านให้มีชีวิตอันสิ้นหวัง.

ผมได้เรี ยนรู้แนวคิดใหม่ ๆ ด้านเศรษฐศาสตร์และด้านการเมืองอย่างมากมายที่ฮาร์วาร์ด. ผมได้สัมผัสใกล้ชิดถึงความก้าวหน้าซึ่งกำลังเกิดขึ้นในด้านวิทยาศาสตร์.

ทว่าความก้าวหน้าของมนุษยชาติไม่ได้ขึ้นอยู่กับการค้นพบ แต่อยู่ที่การค้นพบเหล่านั้นถูกนำไปประยุกต์ใช้ เพื่อลดความไม่เสมอภาคกันได้อย่างไรต่างหาก. ไม่ว่าจะผ่านทางระบอบประชาธิปไตย, การศึกษาที่แข็งแกร่ง, ระบบดูแลสุขภาพที่ดี, หรือโอกาสทางเศรษฐกิจที่กว้างขวาง การลดความไม่เสมอภาคกันถือเป็นผลสำฤทธิ์อันสูงที่สุดของมนุษย์เรา.

มออกจากมหาวิทยาลัยไปโดยแทบไม่รู้เลยว่าเยาวชนนับล้านคน ถูกโกงโอกาสทางการศึกษาในประเทศของเรานี่เอง. และผมไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับคนเป็นล้าน ๆ ที่ต้องมีชีวิตอยู่กับความยากจนแสนสาหัสและโรคร้ายในประเทศกำลังพัฒนา.

เป็นเวลาหลายทศวรรษกว่าผมจะค้นพบ.

คุณ ๆ บัณฑิตทั้งหลายมาเรียนที่ฮาร์วาร์ดในช่วงเวลาที่ต่างไปจากเดิม. คุณรู้เกี่ยวกับความไม่เสมอภาคกันในโลกมากกว่ารุ่นที่มาก่อนคุณ. ในช่วงเวลาที่คุณอยู่ที่นี่, ผมหวังว่าคุณจะมีโอกาสได้คิดว่า ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวหน้าในอัตราเร่งนี้ ในที่สุดเราจะสามารถประจัญกับความไม่เสมอภาคกันเหล่านั้นได้, และเราก็จะเอาชนะมันได้ด้วย.

ลองจินตนาการดูซิ, นี่เพียงเพื่อคิดเล่น ๆ เท่านั้นนะ, ว่าคุณมีเวลาสองสามชั่วโมงต่อสัปดาห์และมีเงินสองสามดอลลาร์ต่อเดือน สำหรับอุทิศให้เพื่ออะไรสักอย่าง และคุณต้องการใช้เวลาและเงินนั้นในที่ซึ่งมีผลสูงสุดในด้านการช่วยชีวิตและก ารปรับปรุงชีวิตให้ดีขึ้น. คุณคิดว่าคุณจะใช้เวลาและเงินนั้นที่ไหน ?

สำหรับเมลินดา [ภรรยาของบิลล์ เกตส์] กับผม, ความท้าทายก็เหมือนกัน นั่นคือ เราจะทำอย่างไรให้เกิดผลดีที่สุดต่อคนจำนวนมากที่สุดจากทรัพยากรที่เรามีอยู ่.

ในระหว่างที่เราปรึกษาหารือกันเกี่ยวกับคำถามนี้, เมลินดาและผมได้อ่านบทความเกี่ยวกับเด็กในประเทศยากจนนับล้านคน ซึ่งตายไปทุกปีจากโรคที่เราทำให้หมดอันตรายไปนานแล้วในประเทศนี้. หัด, มาลาเรีย, ปอดชื้น, ไวรัสบีในตับ, ไข้เลือดออก. โรคหนึ่งซึ่งผมไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย,นั่นคือโรตาไวรัส, คร่าชีวิตเด็กปีละครึ่งล้านคน ไม่มีเด็กในสหรัฐอยู่ในกลุ่มนั้นแม้แต่คนเดียว.

เรารู้สึกตกใจ. เราคิดว่าถ้าเด็กเป็นล้านคนกำลังจะตาย แต่จริง ๆ แล้วพวกเขาอาจรอดหากได้รับความช่วยเหลือ, ชาวโลกคงจะเร่งค้นหาและส่งยาไปช่วยชีวิตแก่พวกเขา. แต่ชาวโลกก็ไม่ทำ. ด้วยเงินเพียงไม่ถึงดอลลาร์เท่านั้น, มีความช่วยเหลือซึ่งจะช่วยชีวิตพวกเขาได้ที่ไม่ถูกส่งไป.

หากคุณเชื่ อว่าทุกชีวิตมีค่าเท่ากัน, มันช่างน่าอับอายยิ่งเมื่อเรียนรู้ว่าบางชีวิตถูกมองว่ามีค่าพอน่าช่วยไว้แล ะบางชีวิตไม่มีค่าพอ. เราบอกกับตัวเราเองว่า “นี่มันไม่จริง. แต่ถ้ามันจริง, มันเป็นสิ่งที่ควรจะได้รับความช่วยเหลือในลำดับต้น ๆ ของเรา”

ดังนั้นเราจึงเริ่มงานของเราในแนวเดียวกันกับทุกคนที่นี่คงจะเริ่ม. เราถามว่า “ชาวโลกปล่อยเด็กเหล่านั้นตายได้อย่างไร ?”

คำตอบนั้นง่าย, แต่บาดหู. ระบบตลาดไม่ให้รางวัลต่อการช่วยชีวิตเด็กเหล่านั้น, และรัฐบาลไม่ให้เงินสนับสนุน. ดังนั้นเด็กจึงตายเพราะแม่และพ่อของพวกเขาไม่มีอำนาจในตลาด และไม่มีสิทธิ์ในการแสดงความคิดเห็นในระบบ.

แต่คุณกับผมมีทั้งสองอย่าง.

เราจะทำให้อานุภาพของตลาดทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นสำหรับคนจน หากเราสามารถพัฒนาระบบทุนนิยมให้มีความสร้างสรรค์ยิ่งขึ้นได้ ถ้าเราสามารถขยายอานุภาพของตลาดออกไปจนทำให้คนจำนวนมากขึ้นแสวงหากำไรได้, หรืออย่างน้อยก็พอทำมาหาเลี้ยงชีพได้, จะเป็นการช่วยเหลือผู้ที่ต้องรับเคราะห์จากความไม่เสมอภาคที่โหดร้ายที่สุด. เราสามารถกดดันรัฐบาลทั่วโลกให้ใช้เงินของผู้เสียภาษีไปในทางที่สะท้อนคุณธร รมของผู้เสียภาษีได้ดีขึ้น.

หากเราสามารถค้นหากลวิธีที่จะสนองความต้ องการของคนจนได้ ด้วยหนทางที่ทำกำไรให้ภาคธุรกิจและสร้างคะแนนเสียงให้นักการเมืองได้พร้อม ๆ กัน, เราก็จะพบหนทางที่ยั่งยืนสำหรับลดความไม่เสมอภาคกันในโลก. กิจอันนี้ไม่มีขอบเขต. มันไม่มีวันสิ้นสุด. แต่ความพยายามอันเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ที่จะเผชิญกับความท้าทายนี้จะเปลี่ยนโลกอย่างแน่นอน.

ผมมองว่าเราทำไ ด้, แต่ผมคุยกับผู้ที่มีความกังขาซึ่งอ้างว่าไม่มีหวัง. พวกเขากล่าวว่า “ความไม่เสมอภาคกันอยู่กับเรามาตั้งวันแรก, และก็จะอยู่กับเราไปจนวันสุดท้าย ทั้งนี้เพราะมนุษย์เรา … ไม่มี … น้ำใจ.” ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ.

ผมเชื่อว่าเรามีน้ำใจมากจนไม่รู้ว่าจะใช้ทำอะไรหมด.

เราทุกคนในที่นี้, ไม่เวลาใดก็เวลาหนึ่ง, ได้เคยเห็นโศกนาฏกรรมของเพื่อนมนุษย์ที่ทำให้หัวใจของเราแตกสลาย, แต่เราก็มิได้ทำอะไรลงไป ไม่ใช่เพราะเราไม่มีน้ำใจ, หากเพราะเราไม่รู้ว่าจะทำอะไร. หากเรารู้ว่าจะช่วยเขาอย่างไร, เราคงได้ทำไปแล้ว.

อุปสรรคของความเปลี่ยนแปลงไม่ได้อยู่ที่การมีน้ำใจน้อยเกินไป; หากอยู่ที่ความสลับซับซ้อนมากเกินไป.

เพื่อจะแปลงความมีน้ำใจไปสู่การปฏิบัติ, เราต้องเข้าใจปัญหา, มองเห็นทางแก้ไข, และมองเห็นผลลัพธ์. แต่ความสลับซับซ้อนปิดกั้นขั้นตอนทั้งสามจนหมดมิด.

แม้จะมีระบบอินเต อร์เนตและข่าวตลอด 24 ชั่วโมงแล้วก็ตาม, มันยังเป็นภารกิจที่สลับซับซ้อนยิ่งที่จะทำให้คนเราเข้าใจปัญหาอย่างทะลุปรุ โปร่ง. เมื่อเครื่องบินตก, เจ้าหน้าที่จะออกแถลงการณ์ทันที. เขาสัญญาว่าจะสืบสวน, พิจารณาสาเหตุ, และป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้นอีกในอนาคต.

แต่ถ้าเจ้าหน้าที่มีความตรง ไปตรงมาจริง ๆ, เขาคงจะพูดว่า: “ในบรรดาผู้เสียชีวิตทั้งหมดในโลกที่ตายลงในวันนี้จากสาเหตุที่ป้องกันได้, ราวครึ่งเปอร์เซ็นต์ของพวกเขาอยู่ในเครื่องบินลำนั้น. เราตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าเราจะทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อแก้ปัญหาที่คร่าชีวิตข องคนครึ่งเปอร์เซ็นต์นั้น”

ปัญหาที่