ขออนุญาตคุณจ้าวหญิงแห่งรัติกาลมาลงโดยพลการนะครับ

http://www.sameskybooks.org/board/index.php?showtopic=8476

 

--------------------------------------------------------------------

 

ดิฉันปล่อยให้เวลาผ่านไปมากกว่า 24 ชั่วโมง เพื่อเรียบเรียงความรู้สึก
ภายหลังจากเหตุรุนแรงในคืนวาน (25 พฤษภาคม) ที่ถนนราชดำเนิน

ดิฉันตั้งใจว่า ช่วงบ่ายวันอาทิตย์ จะไปถนนราชดำเนิน เริ่มต้นด้วยการชมงานศิลปะที่หอศิลป์ธนาคารกรุงเทพ
ตรงสะพานผ่านฟ้า จากนั้นจะเดินไปดูพันธมิตร แล้วเลยไปดูกลุ่มคนวันเสาร์ที่สนามหลวง

ในฐานะคนอยากรู้อยากเห็น แต่ไม่ได้อยากเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์หน้าไหนๆ

ไปถึงหน้าวัดราชนัดดาประมาณบ่ายสี่โมง เวลานั้นถนนราชดำเนินยังปิดแค่เลนเดียว
เฉพาะช่วงต้นๆของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

ตอนนั้นผู้คนส่วนหนึ่งอยู่ที่ทางเท้า ยืนบ้าง นั่งบ้าง มีคุย มีด่าขโมงโฉงเฉง
ดิฉันตัดสินใจยกเลิกการชมภาพเขียน เดินเรื่อยๆ เวลานั้นมีคุณพี่คนที่เคยเป็นข่าวขึ้นไปบนพานรัฐธรรมนูญจุดไฟเผา
ยืนปราศรัยทางโทรโข่ง จึงยืนดูอยู่พักนึง แล้วเดินต่อจนกระทั่งถึงหน้าร้านศรแดง

ที่ตรงนั้น มองเห็นแล้วว่า เราไม่ต้องไปสนามหลวงแล้ว เพราะกลุ่มคนวันเสาร์มาอยู่ที่นี่แล้ว
แต่กำลังเผชิญหน้า เผชิญหลัง กับฝ่ายพันธมิตร

ณ เวลานั้น คำถามคือ ทำไมตำรวจให้สองฝ่ายมาเผชิญหน้ากัน??
การปล่อยให้กระทำเช่นนี้ ไม่เห็นข้อดีใดได้ นอกจากความรุนแรงจากการปะทะ
ในช่วงอารมณ์เกรี้ยวกราดจากความโกรธเกลียดครอบงำทั้งสองฝ่าย
บนเวทีพันธมิตรด่าว่าทักษิณ รัฐบาล จักรภพ ฝั่งตรงข้ามชูกำปั้นเหยงตะโกนด่าตอบ
อารมณ์คุกรุ่นเช่นนี้ โล่ของตำรวจกี่พันกี่หมื่นก็เอาไม่อยู่

คิดดังนั้น ดิฉันจึงย้ายตัวเองมาที่ระเบียงร้านศรแดง ด้วยหวังว่ามีระยะห่างพอที่จะรอดจากกำปั้น

ทันใดนั้น เวทีพันธมิตรแกนนำตะโกน “ทักษิณ” เสียงตอบรับ “ออกไป”
มีคนที่ยืนบริเวณระเบียงร้านศรแดงประมาณ 10 คน (เข้าใจว่าบางคนเป็นลูกค้ามาทานอาหาร)
ตะโกนอีกครั้ง “ทักษิณ” คนที่ระเบียง “ออกไป”

ไม่นานนักมีคุณป้าคนนึงเข้ามาโต้เถียงถึงคุณความดีของทักษิณ โดยมีฝ่ายระเบียงศรแดงโห่ร้อง
ทันใดนั้นเอง มีชายคนหนึ่งปรี่เข้าไปชกคนที่ระเบียง โรมรันพันตูกันครู่ใหญ่
เสียงผสมปนเปกันกับคนที่กรูขึ้นมาช่วยรุม เสียงตะโกนโห่ เสียงกดกล้องถ่ายรูป
ดิฉันยืนอยู่มุมระเบียงที่ห่างจากเหตุการณ์มากที่สุด ถ่ายได้เพียงภาพเดียว ก็มีขวดแก้วปาเข้า
ขวดแตก เศษแก้วกระเด็นโดนเท้าคุณยายใกล้ๆ เลือดไหลซิบๆ

มีคนจากถนนกรูเข้ามา คนจากร้านพุ่งออกไป จึงตัดสินใจข้ามระเบียงออกมาด้านนอก
วิ่งขึ้นไปที่บันไดธนาคารธนชาติ เพื่อดูเหตุการณ์
...........ไม่มีตำรวจปราบจลาจลที่ยืนเป็นแผงเข้ามาระงับเหตุการณ์...............

สักพักสถานการณ์เริ่มเลวร้าย เริ่มขว้างปาข้าวของ คนลุกฮือ อิฉันกระโดดลงจากบันไดวิ่งไปยังถนนซอยข้างธนาคาร
ตำรวจปราบจลาจลเฉย

สักพักเหตุการณ์เริ่มคลี่คลาย จึงเดินกลับมายังหน้าธนาคารใหม่ แล้วเดินไปโรงแรมรัตนโกสินทร์เพื่อเข้าห้องน้ำ
เดินกลับมาอีกฝั่งเข้าไปซื้ออาหารเครื่องดื่มนั่งทานที่แมคโดนัลด์

เวลานั้นเริ่มมืดแล้ว มองจากระจกร้าน มีสิ่งของปลิวข้ามไปมา โดยมีถนนที่มีรถยนต์ มอเตอร์ไซด์วิ่งผ่าน
จึงข้ามฝั่งไปอยู่บนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

แหงนมองดูพาน นี่หรือ ที่มาทะเลาะกัน ต้องการไอ้นี่หน่ะนะ

ตอนนั้นเข้าใจว่าประมาณสองทุ่ม บนเวทีประกาศว่าจะเคลื่อนขบวนในชั่วโมงข้างหน้า
จึงเดินเลาะฝูงชนไปปักหลักหน้าหอศิลป์ ยืนที่ขอบซีเมนต์ปลูกต้นไม่ จุดที่สูงที่สุด
เวลานั้นเริ่มมีการจัดแถวคนเดินข้างหน้าแล้ว ผู้ชนเริ่มเดินมาสมทบ

ทันใดนั้น ชายคนหนึ่งที่เข้าใจว่าฝ่ายนิยมทักษิณ ยืนกลางถนนคนเดียว ตะโกนด่าพันธมิตร
อารมณ์คุอีกแล้ว คนกลุ่มหนึ่งกรูเข้าใส่ หมายใช้กำลังห้ำหั่น
โดยมีคนกลุ่มใหญ่ตะโกน “ฆ่ามันๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ”

ดิฉันฉุกคิดทันใดว่า....นี่เราคิดผิดหรือเปล่า ออกจากบ้านมาดูคนชุมนุม มีการปะทะโดยไม่มีตำรวจห้ามปราม
แล้วเราจะโดนลูกหลงหรือไม่

แต่อีกใจคิดว่า “นี่เขาจะฆ่ากันจริงๆ หรือ???? นี่คนไทยนะ พูดภาษาไทยทั้งสองฝ่ายชัดเจน .....
ฆ่ามัน ฆ่ามัน ฆ่ามัน ฆ่ามัน ฆ่ามัน ฆ่ามัน ฆ่ามัน ฆ่ามัน ฆ่ามัน

ท่ามกลางเสียงตะโกนเร่งให้ฆ่ากัน ตำรวจก็ยังคงปล่อยให้รถวิ่งต่อเนื่อง
ทันใดนั้น รถเมล์วิ่งมา เบรกเอี้ยด หักเลี้ยวขวางถนน หลบคนกำลังฆ่ากัน
แต่รถก็เกือบฆ่าคน เกือบคนคนอีกฝั่ง

พันธมิตรเริ่มเคลื่อนแล้ว ในใจคิดว่า จบแล้ว ละครบทแรก
ดิฉันปล่อยให้ท้ายขบวนผ่านไประยะหนึ่ง เข้าใจว่าน่าจะถึงหน้ากองทัพบกแล้ว
จึงเดินย้อนไปดูกลุ่มคนวันเสาร์ ซึ่งกำลังประจันหน้ากับตำรวจปราบจลาจล

ไม่นานนัก ตำรวจถอย และสลาย เปิดช่องให้รถของคนวันเสาร์พร้อมขบวนเคลื่อน
นึกชมในใจว่า...อ่อ กลยุทธ์ของตำรวจ ในการผ่อนคลายอารมณ์ของฝูงชน
ที่ไหนได้ เขาปล่อยให้ผ่านตลอด “เวรไหมหล่ะ” ขออภัย นึกในใจหยาบๆ แบบนี้จริงๆ

ตัดสินใจเดินเร็วๆไปยังหน้าหอศิลป์ ยืนตรงจุดเดิมอีกครั้ง จนขบวนเคลื่อนผ่าน
คาดว่าคงจะเกิดเรื่องแน่ เพราะมีคนกลุ่มหนึ่งไม่ทราบฝ่ายไหน ถือไม้หน้าสามเดินกลางถนนหลายสิบ

ถ้าจะด่าว่าดิฉันแส่ไม่เข้าเรื่องก็ได้นะคะ เพราะบังอาจไปเอง ไม่ได้มีใครใช้ให้ไป ด่าได้
ระหว่างเดินที่ถนนราชดำเนินมุ่งหน้าไปกองทัพบก พยายามเดินเร็วๆ ทำตัวลีบๆ แซงขบวนไม้หน้าสามให้ห่างที่สุด
อาจเป็นเพราะเป็นผู้หญิง จึงไม่ใช่เป้าหมายของการทำร้ายด้วยไม้หน้าสาม

มาปักหลักที่แยก จ.ป.ร. ตอนนั้นพันธมิตรนั่งที่หน้ายูเอ็น สักพักมีกรูไปปะทะกันเป็นระยะ
ปาข้าวของ วิ่งประจันหน้ากัน จนมีอะไรเกิดขึ้นสักอย่าง ควันโขมง....ระเบิด....ระเบิดควัน
วิ่งตามเจ้าของร้านค้าเข้าไปในตึกแถว จนเหตุการณ์สงบ พี่ผู้หญิงของตึกแถวชวนออกมาดู
บริเวณถนนขึ้นไปสะพานพระรามแปด

เสียงตะโกน “ฆ่ามันๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ” การวิ่งเข้าหากัน ทำร้ายกัน ตามด้วยระเบิดควันเป็นระยะ
จนกระทั่งรถเมล์แอร์สีส้มวิ่งมา หักเลี้ยวตรงทางแยก พุ่งมายังสะพาน
พี่ผู้ชายคนนึงตะโกนเสียงสั่นคล้ายร้องไห้....มึงจะฆ่ากันทำไม!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
ตายแล้วประเทศนี้มันจะสูงขึ้นเหรอ แล้วหันมาบอกว่า “น้องไปเหอะ อย่าอยู่ อย่าตาย”

ดิฉันตัดสินใจโบกรถโดยไม่ได้ดูว่าสายอะไร
ผู้โดยสารในรถ พนักงานขับรถ พนักงานเก็บค่าโดยสาร หน้าเสีย
ท่ามกลางความเงียบ ดิฉันคิดว่าทุกคนคงคิดในใจ “ทำไม??? เกิดอะไรขึ้น????”
ดิฉันก็คิดเช่นนั้น คิดหลายๆครั้ง แต่ไม่พบคำตอบ

ท่ามกลางความชุลมุนที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยจนถึงแยก จ.ป.ร.
แทบไม่ได้ยินชัดเจนว่าเขาปราศรัยอะไร รู้แต่ว่ายั่วยุ ปลุกระดม และ ฆ่ามัน

ยั่วยุทั้งสองฝ่าย ไม่มีการห้ามปรามอย่างชัดเจน “เขา” ต้องการอะไร
ใช่หรือไม่ว่า คือ “ความรุนแรง” เพื่อนำไปสู่ “เป้าหมาย” ของแต่ละกลุ่ม
โดยมีเจ้าหน้าที่ละเลย ปล่อยให้เข้าสู่เป้าหมายนั้น
เพื่ออะไรหล่ะ เพื่อรัฐประหาร เพื่อรัฐธรรมนูญ เพื่อไม่รัฐธรรมนูญ เพื่อทักษิณออกไป

ฆ่ากันแล้วได้อะไร นอกจากความสูญเสียของครอบครัว
พวกคุณฟังไว้นะ อย่างมากแกนนำเขาก็สรรเสริญคุณบนเวที ในเว็บ ในหน้าหนังสือพิมพ์
ในหน้าบทกลอน แต่ไม่นานหรอก
ชื่อคุณก็จะเป็นแค่เศษกระดาษที่ปลิวไปตามทางเท้าให้คนเหยียบจนเปื่อยยุ่ย...เท่านั้น

“คุณ” ไม่ใช่วีรชน คุณเป็นแค่คนเล็กๆ ที่ตายไป ที่พิการไป
แต่พวกแกนนำ พวกที่อยู่เบื้องหลัง คือ ผู้ชนะ
ทหารเขาสอนกันมาว่า ยอมให้ไพร่พลตายเพื่อเป้าหมายแห่งชัยชนะ
ด้วยวิธีไหนเขาไม่สน แต่มี 2 อย่าง คือ เขาต้องไม่ตาย และเขาต้อง “ได้”

เหตุการณ์เดือนพฤษภา เดือนตุลา ที่ผ่านมา คนไทยตายด้วยอาวุธปืน
แต่ครั้งนี้เราอาจจะตายด้วยน้ำมือคนสัญชาติเดียวกัน
ก่อนตัดสินใจฆ่า คุณฉุกคิดบ้างมั๊ย ว่าทำเพื่ออะไร เพื่อแกนนำงั้นหรือ เขาคงซาบซึ้งจริงๆหรอก

นับตั้งแต่ห้าทุ่มของเมื่อวาน นับจากตัดสินใจกระโดดขึ้นรถเมล์ จนถึงเวลานี้ ดิฉันยังคงครุ่นคิดถึงคำถามข้างต้น

เดี๋ยวนี้คนเราจะฆ่ากันง่ายดายเพียงนี้เชียวหรือ??????

 

Comment

Comment:

Tweet